คาดสิ้นปี 65 ตลาดหุ้นไทยซื้อขายเบาบาง โบรกฯแนะหุ้นรับปัจจัยบวก
บรรยากาศการซื้อขายตลาดหุ้นช่วงที่เหลือของปี 2565 คาดมูลค่าซื้อขายเบาบาง จากปัจจัยกดดันต่างประเทศ โบรกฯแนะหุ้นลงทุนรับปัจจัยบวกในช่วงนี้
เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2565 บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส (ASPS) เผยผ่านบทวิเคราะห์ ระบุว่า บรรยากาศการซื้อขายรวมในตลาดหุ้นช่วงที่เหลือของปี จากสถิติที่ผ่านมาพบว่าน่าจะซบเซา และ SET Index เคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ โดยตลาดหุ้นยังขาดปัจจัยสนับสนุนจากภายนอก พร้อมกับความกังวล เศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรปที่มีโอกาสเกิดภาวะถดถอย มากขึ้น ขณะเดียวกันตลาดหุ้นไทยมักจะมีมูลค่าซื้อขายเบาบางในช่วงท้ายปี ด้วยปัจจัยต่าง ๆ
1. ช่วงเข้าสู่ช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองของชาวต่างชาติ คือ วันคริสต์มาส ไปจนถึงวันปีใหม่ ซึ่งปกติมูลค่าซื้อขายมีโอกาสลดลงในช่วงนี้โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่มีสัดส่วนซื้อขายหุ้นไทยมากสุดกว่า 52% ของมูลค่าซื้อขายทั้งหมด บางส่วนอาจชะลอการซื้อขายในช่วงสั้น ๆ
2. ขาดเม็ดเงิน กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ทำให้คาดหวังแรงกระตุ้นจาก Window Dressing ได้ยาก สะท้อนได้จากสถิติเดิมจะมีเงินไหลเข้ากองทุน LTF เฉพาะในเดือน ธ.ค. ราว 22,000 – 28,000 หมื่นล้านบาท (เมื่อปี 2014 - 2019) แต่พอเปลี่ยนเป็นกองทุน SSF (ปี 2020 - 2021) เหลือการไหลเข้าเดือน ธ.ค. ไม่ถึง 2,000 ล้านบาทต่อเดือน
3. ข้อมูลมูลค่าซื้อขายหุ้นไทยในครึ่งหลังเดือน ธ.ค. ติดอันดับต้น ๆ ที่มูลค่าซื้อขายเบาบางสุด สะท้อนได้จากข้อมูลตั้งแต่ปี 2018 ครึ่งหลังเดือน ธ.ค. ติดอันดับ 5 ใน 10 วันที่มูลค่าซื้อขายต่ำสุดจากวันทำการทั้งหมด1204 วัน เฉลี่ย 27,500 ล้านบาท ขณะเดียวกัน SET แกว่งตัวในกรอบแคบมากเฉลี่ย 1.65 จุด
ทั้งนี้ภายใต้แนวโน้มมูลค่าซื้อขายช่วงที่เหลือของปี65 อาจเบาบาง ทั้งจากนักลงทุนต่างชาติและกองทุน LTF ที่หายไป ทำให้หุ้นที่จะเลือกลงทุนต้องเน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวเป็นหลัก แนะนำหุ้นคาดหวังแรงหนุนจากมาตรการช้อปดีมีคืน CRC, COM7 (มีโอกาส ติด SET50 รอบ 1H66) รวมถึงหุ้น MAJOR ได้กระแสจากรายได้หนัง AVATAR2 ทะลุ200 ล้านบาท หลังจากเข้าฉายเพียง 5 วัน
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้ข้อสรุปมาตรการช้อปดีมีคืน หรือช้อปช่วยชาติแล้ว ล่าสุดหน่วยงานต่าง ๆ ได้ส่งเรื่องบรรจุเป็นวาระการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยจะเข้าสู่การพิจารณาในวันที่ 20 ธ.ค. 2565 ทั้งนี้สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการมาลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่ใช้จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 40,000 บาท โดยแบ่งเป็นวงเงินซื้อสินค้าและบริการไม่เกิน 30,000 บาทและเพิ่มเติมสำหรับการซื้อสินค้าที่มีใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์อีก 10,000 บาท คาดเริ่ม 1 ม.ค.-15 ก.พ.66 รวมระยะเวลา 46 วัน
อย่างไรก็ตามคาดว่าทางกรมสรรพากรอาจสูญเสียรายได้กว่า 8,200 ล้านบาท แต่จะทำให้เงินหมุนในระบบเศรษฐกิจกว่า 56,000 ล้านบาทซึ่งคิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP ราว 0.35%
ขณเดียวกันยังมีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ผู้มีรายได้น้อย ผู้ถือสวัสดิการแห่งรัฐและกลุ่มเปราะบาง โดยมีรายละเอียดดังนี้
- สถาบันการเงินรัฐเสนอมาตรการชำระดีมีคืน เช่น การให้รางวัลพิเศษสำหรับสลากออมสิน รวมถึงมอบของขวัญปีใหม่สำหรับลูกค้าสินเชื่อที่มีวินัย ผ่อนชำระดีจะได้รับเงินคืนเข้าบัญชี 500-1,000 บาท
-กระทรวงการคลังเสนอมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม สำหรับที่อาศัยออกไปอีก 1 ปีโดยลดค่าธรรมเนียมการโอนจาก 2% % ลงเหลือ 0.01% และลดค่าธรรมเนียมการจำนองจาก 1% ลงเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยอาคารพาณิชย์
-รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมจะเสนอมาตรการ เราเที่ยวด้วยกันเฟส 5 จำนวน 1.5 ล้านสิทธิ์ โดยคาดจะใช้งบประมาณ 5,400 ล้านบาท ส่วนอีก 3,300 ล้านบาท จะใช้ในการกระตุ้นการท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงเสนอการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึง 04.00 น.จากเดิม 02.00น. ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และเศรษฐกิจ ในการประชุม ครม.วันที่ 20 ธ.ค.2565 นี้
สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางภาครัฐถือเป็นอีกหนึ่ง Sentiment บวกต่อหุ้นในบางกลุ่มให้มีโอกาส Outperform ตลาดได้ภายใต้แปรงกดดันจากปัจจัยภายนอกรวมถึงมูลค่าซื้อขายที่เบาบาง แนะนำ หุ้นช้อปดีมีคืน COM7, CRC, CENTEL และAEONT
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB